บทบาทและหน้าที่

สองสิ่งนี้แยกกันไม่ได้นะ บทบาทเป็นสถานะของบุคคล หน้าที่เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับบทบาทหรือสถานะนั้น เช่น มีบทบาทเป็นลูก ก็มีหน้าที่ของลูกอยุ่ จะไปทำหน้าที่ของพ่อไม่ได้ ตัวอย่างเช่น มีบทบาทเป็นลูก ก็มีหน้าที่ต้องรับฟังการอบรมสั่งสอนของพ่อและแม่ ตัวเองฉลาดแค่ไหนก็ไม่มีหน้าที่ไปอบรมสั่งสอนพ่อแม่ มีบทบาทหรือสถานะเป็นน้อง ก็ต้องทำหน้าที่ของน้อง เช่นเรียกญาติที่เกิดก่อนตนว่าพี่เป็นต้น มีบทบาทเป็นนักเรียน เป็นลูกศิษย์ เป็นครู เป็นพนักงาน เป็นหัวหน้างาน เป็นเจ้าของงาน เป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม ต่างก็มีหน้าที่ของตนทั้งนั้น แม้แต่การเป็นนักบวชก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องรู้หน้าที่ของตนด้วย 

นั่นย่อมต้องหมายถึงว่า บทบาทเป็นสถานะ หรือเป็นยศ เป็นตำแหน่ง เป็นเกียรติ ส่วนหน้าที่ ถือเป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบตามสถานะนั้น ๆ การที่ใครสักคนกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ ในขณะทีึ่อยู่ในสถานะอันควรนั้น ก็ต้องเรียกว่าขาดรับผิดชอบ เพราะบางครั้งบางเหตุการณ์ แม้จะไม่อยากรับผิดชอบแม่ก็มีหน้าที่อันควรต่อเหตุการณ์นั้น ก็ต้องรู้และรีบเข้าทำภารกิจนั้น เช่น เห็นเหตุไฟไหม้ จะทำโดยรีบดับ รีบแจ้ง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องทำตามสถานะการณ์และความสามารถ การจะนิ่งดูดายเฉย ๆ หาควรไม่ย่อมจะได้ชื่อว่าขาดความรับผิดชอบ 

ซึ่งคำว่าหน้าที่นี้ บางอย่างก็ชัดแจ้ง บางอย่างก็ตามสถานการณ์ คือมีทั้งกำหนดได้ชัดแจ้ง และกำหนดไม่ได้ชัดแจ้ง อีกทั้งยังละเอียดอ่อนถึงเรื่องที่ต้องเข้าใจมากมากว่า บางอย่าง ไม่ควรทำอีกด้วย 

ระดับต้น

รู้ผิด-รู้ถูก คือรู้จักว่าสิ่งใดผิดปกติ สิ่งใดถูกต้อง มักจะหมายถึง กติกาสังคม พวกกฎระเบียบทั้งหมาย

ระดับกลาง

รู้ดี -รู้ชั่ว (รู้บุญรู้บาป) คือรู้ว่าสิ่งใดเป็นความดี สิ่งใดเป็นความชั่ว แม้ถูกระเบียบแต่เมื่อเป็นความชั่วก็พึงงดเว้น แล้วหาทางปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับความดี

ระดับปลาย

รู้ควร-ไม่ควร คือต้องมีศิลปะมากขึ้นนั่นคือแม้รู้ว่าเป็นความดีควรทำ แต่โอกาสยังไม่เหมาะสมก็ยังไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าดี แต่ถ้าจำเป็นต้องทำ ก็ต้องรู้ว่าสิ่งใดเมื่อทำแล้วเกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ในพระพุทธศาสนา จึงมีบทธรรมชื่อว่า สัปปุริสธรรม 7 ประการ ในธัมมัญญูสูตรดังนี้

รู้เหตุ รู้ผล

รู้จักตน รู้จักประมาณ

รู้จักกาลเวลา รู้จักบุคคล

รู้จักประชุมชน



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้