ปวดถ่ายจึงคิดขุดส้วม

 

สมัยเด็ก ๆ อยู่ช่วยแม่ทำงาน ได้ยินแม่พูดคำนี้ออกมาเป็นภาษาจีน ฟังออกแต่ไม่เข้าใจความหมายจึงถามแม่ว่าหมายถึงอะไร แม่ก็อธิบายว่า คนเราอย่ารอให้ปวดท้องถ่ายแล้วจึงค่อยขุดหลุมทำส้วม สมัยก่อนทั้งไทยและจีนจะใช้ส้วมหลุมหรือส้วมซึม ซึ่งส้วมแบบนั้นใช้เวลาในการทำ โดยเฉพาะการขุดหลุมเป็นงานหนัก ใช้ทั้งแรงและเวลา ยิ่งเวลาปวดท้อง เวลาก็น้อย แรงก็ออกได้เต็มที่ ยังไงก็ทำส้วมไม่ทันแน่

ความนัยของเรื่องนี้คือ คนเราต้องรู้จักวางแผนชีวิต ยิ่งอะไรที่เป็นงาน routine หรือต้องทำเป็นประจำแล้ว ยิ่งต้องวางแผนให้ดี

สมัยก่อนอยู่บ้านนอกต้องนึ่งข้าวเหนียวทุกเช้า ก่อนนอน ราว ๆ 19.00 ก็ต้องเอาข้าวสารเหนียว มาแช่น้ำแล้ว เพราะถ้าไม่แช่ข้าวจะสุกช้ามาก นั่นหมายความว่า คืนไหนลืมแช่ข้าว วันรุ่งขึ้นนอกจากจะอดข้าวเช้าแล้ว ข้าวกลางวันพลอยอดไปด้วย เพราะต้องเตรียมข้าวกลางวันจากบ้านไปโรงเรียนทุกเช้า แม้พี่สาวจะรับภาระแช่ข้าว (ผู้เขียนเด็กเกินไปจะรับภาระ) ก็ยังมีพี่สาวอีกคนตอยตรวจทุกคืนว่าน้องแช่ข้าวหรือยัง เรียกว่าไม่ให้ผิดพลาดได้ ส่วนกับข้าวก็มีการวางแผนพรุ่งนี้จะทำอะไร ด้วยความที่พี่น้องมากถึง 10 คน รวมพ่อแม่ด้วยก็ครบโหลพอดี การเตรียมอะไรก็ดูเป็นการเป็นงาน (ผู้เขียนยังเด็กก็เลยมองว่าข้าวของเยอะแยะไปหมด) เพราะถ้าแกสหมด น้ำมันหมด ไข่หมด อย่าหวังว่าเมนูไข่เจียวจะสดุดเลย มันเป็นหายนะชัด ๆ 

ที่บ้านผู้เขียนขายของชำอยู่ต่างจังหวัดในระดับหมู่บ้าน (หมายถึงว่า จากเมืองหลวง ไปสู่จังหวัด ไปสู่อำเภอ ผู้เขียนอยู่ห่างจากอำเภอออกไปอีกอยุ่ในระดับหมู่บ้าน แต่ที่บ้านนั้นเป็นศูนย์กลางของหลาย ๆ หมู่บ้านมาเจอกันสะดวกเลยเป็นทำเลการค้าระดับหมู่บ้านที่ดี) วันปกติผู้เขียนกับพี่สาวอีกสองคนจะไปเรียนหนังสือ ดังนั้นพอถึงวันเสาร์อาทิตย์ ที่บ้านก็จะมีแรงงานเพิ่ม อีกสามคน คือผู้เขียนกับพี่สาวอีกสองคน พ่อก็จะใช้โอกาสนี้เตรียมสินค้า เช่น ข้าวสารกระสอบละ100กิโลกรัม ก็นำมาแบ่งใส่ถูงเล็ก ๆ ถุงละ 1 กิโลกรัม ผู้เขียนมีหน้าที่ มัดปากถุง ตามประสาเด็ก ๆ แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นคุณพ่อก็สอน แต่เราขี้เกียจอยากจะไปวิ่งเล่นเหมือนคนอื่นมากกว่า วิธีการของคุณพ่อคือ ถ้าทำเสร็จก็ไปเล่นได้ แรก ๆ คุณภาพไม่ได้ ทำช้าคุณพ่อ ตรวจแล้วไม่ผ่าน ทำใหม่ ตอนหลังเริ่มสอนตัวเองได้ ทำให้ดีอย่าต้องแก้งานเพราะเสียเวลา สองรีบทำให้เสร็จจะได้มีเวลาไปเล่น เพราะยิ่ง เถลไถล มากเท่าไหร่ก็เสียของตัวเองมากเท่านั้น ไม่เกิดประโยขน์อะไรเลย สอนตัวเองได้ ....แต่พอทำงานได้ งานมีคุณภาพ เนื้องานก็เพิ่มขึ้น จากข้าวสาร เพิ่มน้ำตาลทราย (สมัยก่อนกระสอบป่าน 100กิโลกรัมเหมือนกัน) ต่อมามีเกลือเม็ดอีกที่ต้องแบ่งถุง เรื่อยไปจนถ่านหินก้อน (ใช้ใส่ตะเกียงแก๊สไว้ส่องกบส่องปลา)...การทำอย่างนี้ทำให้สะดวกในการค้ามาก เพราะเวลาลูกค้ามากพร้อม ๆ กัน ก็แค่หยิบ ไม่ต้องมีการมานั่ง packaging กันอีก 

แต่ก็จำไม่ได้ว่า เหตุการณ์อะไรที่ทำให้คุณแม่พูดถึงภาษิตนี้ขึ้นมา ตอนนี้โตแล้วก็เริ่มเห็นคุณค่าของการวางแผนว่ามีประโยชน์มาก ซึ่งใครที่ถูกฝึกให้เป็นนักวางแผนก็จะเท่ากับว่า ถูกฝึกให้มีทักษะในการบริหารภาพรวมมากขึ้นไปด้วย ในปี พ.ศ.2554 ผุ้เขียนมีโอกาสเดินทางไปอยู่ประเทศเบลเยี่ยม 3 เดือน สิ่งที่ได้เรียนรู้ ประการที่หนึ่งคือ พระอาทิตย์ ตกตอน 21.00 นาฬิกา และขึ้นตอน 03.00 น. ดังนั้นในห้องพักทุกห้องจึงต้องมีผ้าม่าน 2 ชั้น (เขาไม่กลัวแดด แต่เวลานอนก็ต้องการความมืดเหมือนกัน) ที่สำคัญกว่านั้น เวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ลง จะหดสั้นเข้าทุกวัน จนวันที่ผุ้เขียนจะกลับประเทศไทย ราว เดือนพฤศจิกายน พระอาทิตย์ขึ้นตอน 8.00 ตกตอน 19.00 ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยมาก ๆๆๆ ประการหนึ่งล่ะ เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนเข้าใจเลยว่าทำไหมเด็กตะวันตกบริหารเวลาได้ดี เขาจะดูนาฬิกาคำนวณนาทีกันที่เดียว เรื่องนี้ผู้เขียนพลาดมาแล้วกับการคำนวณเวลารถไฟ เพราะอาศัยดูแสงตะวัน เห็นฟ้าสว่างอยู่ก็เลยประมาท ประมาณเวลาผิด เมื่อตกขบวนรถไฟ การเดินทางก็ถึงกับรวนไปเลย กลับถึงที่พักด้วยความยุ่งยากที่เดียว 

ประการที่สอง ชาวยุโรปนิยมเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า แต่ด้วยความที่ฤดูหนาวยาวนาน เขาจะมีโรงเลี้ยงวัว ในฤดูหนาวพร้อมกับเตรียมหญ้ามัวน ๆ ไว้ ดังนั้นการคำนวณหญ้าให้พอเหมาะไม่มากเกินหรือน้อยเกิน จึงจำเป็น เพราะถ้ามากเกินจะเป็นภาระในการเก็บ ถ้าน้อยเกินก็จะเกิดภาระในการหาทำให้สิ้นเปลื้องค่าใช้จ่ายอีกทับทวี เรื่องนี้ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องคำนึงถึงเลย ไม่มีร้อนเกิน ไม่มีหนาวเกิน ช่วงของอุณหภูมิไม่กระทบวิถีชีวิตเลย เราจึงอยู่กันไปแบบวันนี้ไม่ต้องคิดถึงพรุ่งนี้ก็ได้ 

ประการที่สาม เขาคิดเยอะเรื่องทรัพยากร โดยเฉพาะอาหารการกิน เพราะความจำกัดของฤดูกาล แต่บ้านเราดูจะไม่ค่อยใส่ใจหวงแหนสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ เพราะเราไม่ขาดแคลนนั่นเอง แต่นี่ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้วนะ สมัยเด็ก ๆ ผู้เขียนไปเที่ยวท้ายหมู่บ้าน เราวิดน้ำจากปลักควาย (หลุมที่มีควายนอนจะเป็นแอ่ง พอฝนตกจะขังน้ำไว้เป็นหย่อม ๆ ) ขึ้นมาดื่มกัน แต่ปัจจุบัน แม้แต่ประปายังต้องมากรองกันใหม่เลย สมัยโน้นใช้บ่อซึม ใช้น้ำฝน ปัจจุบันเห็นแจ้งกันว่าไม่ควรดื่มเพราะปนเปื้อนจากมลพิษบนฟ้า บนดิน ในน้ำ เศร้าจัง...

อีกประการหนึ่ง นัดหมายกันไปเที่ยวชายทะเล แต่ปรากฎว่า ต้องยกเลิกทริป เพราะเหตุว่า รัฐบาลมีประกาศว่าหิมะอาจจะตก ดังนั้นให้รถยนต์ทุกคันไปเปลี่ยนยางที่สามารถวิ่งบนหิมะให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เขาเลยต้องไปยางก่อน ถ้าเป็นบ้านเรา ประกาศก็ประกาศไป แหงนหน้ามองฟ้า แล้วก็เสี่ยงดู ของเขาไม่ได้เลย เพราะถ้าหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แล้วพบว่าไม่เปลี่ยนยาง ประกันภัยจะปฏิเสธการรับผิดชอบทันที ในด้านตำรวจก็ให้ข้อหาประมาทเพราะไม่ทำตามกฏหมายที่ประกาศเตือนไว้แล้ว 

มีอีกหลายประการที่พบความแตกต่าง เลยหวนคิดถึงเมืองไทย บางครั้งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ความอุดมสมบูรณ์ก็ทำร้ายคนไทย ให้อ่อนแอได้เหมือนกัน  เมื่อใช้ชีวิตมาถึงวันนี้ โลกใบเล็กลง เห็นความเปลี่ยนแปลงเห็นผลกระทบ ที่เรียกกันว่า เด็ดดอกไม้กระเทื่อนดวงดาว หรือแรงกระพือปีกของผีเสื้อส่งคลื่่นลมกระทบไปทั่วโลก การไม่เรียนรู้ ไม่รับรู้สิ่งรอบตัว รอบโลก นับเป็นความหายนะของมนุษยชาติแล้ว 

อย่ารอให้โลกร้องให้ช่วยเหลือ แล้วค่อยหาทางแก้ไข เพราะรอให้ปวดท้องถ่าย ค่อยคิดขุดส้วม มันจะถ่ายรดกางเกงเอานะ


2 กันยายน พ.ศ.2564

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้