อนุรักษ์ กับ นวัตกรรม
โดยส่วนตัวแล้วชอบการเดินทางเพื่อดูสภาพแวดล้อมที่แตกต่างในดินแดนต่าง ๆ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีกระแส ตลาด100ปี ขึ้นแต่ละแห่งก็พยายามสร้างบรรยากาศย้อนยุคอาจจะเป็นการจิตนาการย้อนยุคไปว่า เมื่อร้อยปีที่แล้ว บรรยากาศจะเป็นเช่นไร จนกระทั่งเกิดนวัตกรรมหนึ่งขึ้นมา คือ กาแฟโบราณ ซึ่งจริงแท้แล้ว ก็คือการแฟดำที่ซงด้วยถุง(เท้า) ใส่นมข้นหวานครึ่งแก้วแล้วเวลาคน ก็สร้างเสียงชวนหิว นักเลงกาแฟทั้งหลายก็มาสุมหัวนั่งเม้าส์กันบนเก้าอี้ไม้ โต๊ะไม้
สิ่งที่ทำให้คิดและอยากเขียนหัวข้อนี้คือ ทำไมเราต้องมานั่งจินตนาการถึงบรรยากาศเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ถ้าดีจริงทำไมสิ่งเหล่านั้นไม่คงอยู่ พูดขึ้นมาอย่างนี้คงมีคอมเม้นต์แย้งเกิดขึ้นมากมายแน่ เช่นสรรพสิ่งย่อมแปรเปลี่ยนไปตามเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาในความคิดคือคำว่า อนุรักษ์ กับ นวัตกรรม เหมือนหรือต่างกันตรงไหน แล้วอะไรบ้างควรอนุรักษ์ อะไรบ้างควรสร้างนวัตกรรม เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
ด้วยความที่ขบคิดปัญหานี้จึงทำให้มองหาองค์กรที่มาอายุยืนยาว พบว่าในโลกนี้องค์กรที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกนี้คือ องค์กรพระพุทธศาสนา มีอายุนับถึงวันนี้ 2600 ปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี ที่ข้าพเจ้าเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา จึงมีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องราวพระพุทธศาสนา ถือเป็นโอกาสเป็นจุดแข็งของประเด็นนี้ งั้นก็ค้นความลับจากพระพุทธศาสนานี่แหละ ว่าทำไมจึงเป็นองค์กรที่มีอายุยืนยาวมากที่สุด
ย้อนกลับไป 2600ปี พระพุทธศาสนาก่อกำเนิดขึ้นในวันวิสาขบูชา เมื่อ 80ปี ก่อนพุทธศักราช ยุคแรกของพระศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเป็นการรวมศูนย์อำนาจการบริหารไว้ที่พระองค์ใครจะบวชต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์เท่านั้น ที่ชาวพุทธเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ยุคต่อมาเมื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนากว้างไกลขึ้น มีกุลบุตรเริ่มสนใจบวชมากขึ้นตามมาด้วย อีกทั้งพระองค์ได้วางโครงสร้างรากฐานอสีติมหาสาวก (พระอรหันต์-ขุนพลเอก) จึงอนุญาตให้มีการบวชแบบ ไตรสรณคม ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายอำนาจให้กับพระอรหันต์ทั้งหลาย หากเทียบเคียงการบริหารในยุคปัจจุบันน่าจะถือเป็นยุคองค์กรแบบ ห้างหุ้นส่วนพอได้ไหม ที่หุ้นส่วนแต่ละท่านมีสิทธิ์ตัดสินใจได้ใกล้เคียงกัน (เพียงแต่ สถานะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอาจารย์ของทุกคน ก็มีคนแบบพระเทวทัตเกิดขึ้น) เพื่อลดความยุ่งยากในการบวช ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้พระศาสนาเผยแผ่ออกไปได้อย่างก้าวกระโดดมีศาสนิกเพิ่มขึ้นอย่างทับทวี
เมือพระศาสนาได้รับความนิยมศรัทธามากๆ ลาภสักการะก็บังเกิดขึ้นมากตามไปด้วย จึงเป็นช่องว่างให้ผู้ไม่หวังดี แฝงเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น จุดอ่อนตรงนี้ทำให้พระศาสนาเริ่มมีความเสื่อมคลอนเกิดขึ้น มีการท้าทาย จากหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ ตัวอย่างในเรื่องนี้เช่น เรื่องบาตรไม้จันทน์ของเศรษฐี จนเป็นเหตุให้มีบัญญัติสิกขาบทเรื่องห้ามพระภิกษุแสดงฤทธิ์ เป็นต้น ในที่สุดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงปรับการบริหารคณะสงฆ์ เป็นแบบญัตติจตุถกรรม คือการมอบอำนาจให้คณะสงฆ์จำนวน 21 รูป ช่วยกันพิจารณาการเข้าหมู่ของกุลบุตรสู่หมุ่สงฆ์ โดยมีพระอุปัชญาย์เป็นผู้รับรองว่าจะรับผิดชอบอบรมดูแลให้เรียนรู้และฝึกตัวตามธรรมวินัยต่อไป การปรับแบบนี้ข้าพเจ้ามองว่าเป็นการบริหารแบบคณะสงฆ์ น่าจะเทียบเคียงได้กับการจัตตั้งบริษัทจำกัดเพราะเป็นการฟอร์มทีมขึ้นภายใต้กติกาและมีสิทธิ์ในการบริหารร่วมกัน
การปรับเป็นญัตติจตุตถกรรมนี้ น่าจะเป็นการแก้ปัญหา เรื่องระยะทางในการย้อนกลับสู่ศุนย์การปกครอง และพระอรหันต์เองก็เริ่มหายากขึ้น ซึ่งระยะยาวจะเป็นจุดอ่อนขององค์กร และที่สำคัญการปรับอย่างนี้ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดการกระจายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆกว้างไกลขึ้น และเป็นอิสระในเชิงบริหารออกจากกันแต่ก็ผูกกันไว้ด้วยธรรมวินัยอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อประเทศใดเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่กระทบกับพระพุทธศาสนาในประเทศอื่น ๆ นับเป็นผลดี และเป็นวิสัยทัศน์ที่ป้องกันการสูญหายของพระพุทธศาสนา
จากการศึกษาองค์กรพระพุทธศาสนา เลยทำให้พบว่า แก่นหรือหลักการคือพระธรรมวินัย เป็นสิ่งที่คงที่ ไม่มีใครเปลี่ยน แต่วิธีการหรือการดำเนินงาน ได้รับการปรับให้เข้ากับสมัยและสิ่งแวดล้อม
หวนคิดถึงภาพยนต์ที่ต้นตระกูลจะมีสูตรลับประจำตระกูลแล้วถ่ายทอดให้เฉพาะทายาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่ปี หน้าตาของสิ่งนั้นจะต้องคงเดิมจึงจะเรียกว่าสูตร 100ปี อย่างนี้เรียกอนุรักษ์ได้ไหม ส่วนเบอร์เกอร์ พิชช่า ไก่ทอด ที่คงสูตรบางส่วนแต่อาศัยวัสดุจากท้องถิ่นนั้น ๆ ปรับให้เข้ากับรสนิยมของชนชาตินั้น ยังคงเรียกว่าอนุรักษ์หรือต้องเรียกนวัตกรรม ของไทยเราเช่น ส้มตำ เมื่อไปอยู่ดินแดนอื่นที่หามะละกอได้ยากเลยเกิดเป็นตำแครอท ตำผลไม้ และอีกหลายอย่าง ทั้งที่หลักการยังคงเป็นส้มตำ อย่างนี้ถือเป็นนวัตกรรมเลยไหม
ส่วนการจะเป็นอนุรักษ์ดีกว่านวัตกรรม หรือนวัตกรรมดีกว่าอนุรักษ์ ตรงนี้คงจะตัดสินได้ยาก เคยอ่านบทความหนึ่งมา ยังคงจำเค้าโครงได้บ้าง คือ บทความนั้นได้เล่าถึงวิวัฒนาการการแพทย์ ตั้งแต่ยุคอดีตที่คนเคี้ยวหญ้ารักษาแผล ต่อมามีการใช้ผิวไผ่แทนมีผ่าตัด ต่อมามีการใช้โลหะทำมีด มีเลื่อยมีสิ่ว จิปาถะในการสร้างอุปกรณ์ผ่าตัดหรือการแพทย์ ปัจจุบันการแพทย์ได้พัฒนาไปจนถึงการใช้เลเซอร์เข้ามาช่วยในการผ่าตัดแล้ว หรือบางส่วนพัฒนาใช้คลื่นในการสลายและละลายส่วนเกินออกจากร่างกาย หากวันนี้ยังมีแพทย์ที่รักษาแผนดั่งเดิมของตระกูลที่ใช้เลื่อยผ่าตัดตงเรียกได้ว่าตกยุคสมัยไปแล้ว คงไม่ได้รับความนิยมจากคนไข้คนใด
เรื่องราวทำนองนี้ยังมีตัวอย่างอีกเยอะ เช่นจักรยานยุคแรกอาจจะทำจากไม้ ต่อมาเป็นโลหะ จนกระทั่งโลหะเบา ปัจจุบันใช้ไฟเบอร์ ที่แข็งและเบาเข้ามาแทนแล้ว ทั้งที่รูปลักษณ์จักรยานไม่เปลี่ยนเลย
ดังนั้น ถ้าใครมีความคิดว่า ใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้ หรือ ก็ทำเหมือนเดิม เหมือนที่ผ่านมา แสดงว่า คุณไม่ได้มีความคิดไม่ได้ใส่จิตใจเข้าไปในงานของคุณเลย เพราะการพัฒนาหมายถึงการสังเกตุการค้นหาจุดอ่อนของสิ่งที่ทำว่า จะรักษาวัตถุประสงค์ไว้ได้อย่างไรโดยพัฒนาวิธีการให้ประหยัดทรัพยากรต่างๆ เช่น บุคคล เวลา งบประมาณ ขั้นตอน การสื่อสาร ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
ข้อคิดในวันนี้
หลักการให้ชัดเจนให้คงที่ ส่วนวิธีอาจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามยุคสมัย
2 กันยายน พ.ศ.2564
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น